Ending Rabies : Challenges and Future Directions
>หลักการและเหตุผล
โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดเชื้อระบบประสาทจากสัตว์สู่คน มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นพาหะนำโรค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัตว์จรจัดที่ยังไม่สามารควบคุมได้ และบางส่วนเป็นสัตว์เลี้ยงซึ่งมีความใกล้ชิดกับมนุษย์แต่ขาดการดูแลเอาใจใส่ในการให้วัคซีน และที่สำคัญ ในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ องค์กรอนามัยโลกได้รายงานมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าทั่วโลกมากกว่า 59,000 รายต่อปี (อาจสูงถึงประมาณ 70,000 รายต่อปี เนื่องจากปัญหาการรายงานไม่ครบถ้วน) จากผู้เสียชีวิตทั่วโลก คิดเป็นประมาณ 95% อยู่ในทวีปเอเชียและแอฟริกา ส่วนในประเทศไทยถึงแม้ว่าจำนวนผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้ามีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน (น้อยกว่า 10 รายต่อปี จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข) แต่พบว่ามีอัตราผู้ถูกสุนัขกัดและสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศมากกว่า 400,000 รายต่อปี สูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลไปเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันพบว่าบุคลากรทางการแพทย์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงแนวทางการดูแลผู้ป่วยภายหลังสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้ามากขึ้น แต่ก็ยังพบว่าการรักษาผู้ถูกสัตว์กัดและการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าภายหลังสัมผัสโรคยังเป็นปัญหาที่พบบ่อยของแพทย์ในเวชปฏิบัติทั่วไป
ดังนั้น สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ซึ่งเป็นสถาบัน ที่มีพันธกิจหลักเกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า คือ การให้บริการคลินิก การวินิจฉัย การผลิตอิมมูโนโกลบุลิน การวิจัยพัฒนา การเผยแพร่ความรู้ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ถูกสัตว์กัดและสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า จึงได้จัดประชุมวิชาการระดับชาติเกี่ยวกับการดูแลผู้สัมผัส
โรคพิษสุนัขบ้าแก่บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมายตามองค์การอนามัยโลกที่พยายามรณรงค์ขจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปในปี คศ.2030
>วัตถุประสงค์
1.เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้รับความรู้เรื่องการวินิจฉัยและแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าและการดูแลรักษาผู้ถูกสัตว์กัดและสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า รวมทั้งแนวทางการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย
2.เพื่อให้ผู้เข้าอบรม ได้เกิดกระบวนการเรียนรู้และเข้าใจ เพื่อช่วยพัฒนาการให้วัคซีน อิมมูโนโกลบุลิน และการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า
ลงทะเบียนผ่านเว็บไซด์ https://webcast.live14.com/saovabha หรือ ลงทะเบียนผ่าน QR Code ที่หน้าแผ่นพับ/โปสเตอร์งานประชุมวิชาการดังกล่าว

